ข้อมูลคดีเมาแล้วขับ

2 พฤษภาคม 62 / อ่าน : 1,068

 

 

คดีประวัติศาสตร์ 

เมาแล้วขับชนคนตาย ตำรวจ อัยการ ทำสำนวนส่งฟ้อง จำเลย 

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 

ทำให้เสียชีวิต และความผิดตามพรบ.จราจรทางบก 

หมายเลขดำที่ 1696/2548 และหมายเลขคดีแดงที่ 2514/2548

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ส.ค. 2548 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 6 ศาลจังหวัดมหาสารคาม น.ส.วรีพร วัฒนชัยนันท์ และนายบุญธรรม วิเศษลา ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีอาญา 

เหตุเกิด เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2548 (ช่วงกลางวัน) นายณัฐพงษ์ รักษาพงษ์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 ถนนนครสวรรค์ ซอย 37 ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม ร่วมวงดื่มสุราขาว 40 ดีกรีกับเพื่อนๆ หมดไป 5 ขวด จนมีอาการเมา จากนั้นขับรถบรรทุก 6 ล้อ หมายเลขทะเบียน 80-5015 มหาสารคาม ของบิดาบุญธรรมไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองซึ่งเป็นย่านชุมชน และพุ่งชนนายสมชาย ศโรภาส ซึ่งขี่จักรยานยนต์สวนมาได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นขับหลบหนีด้วยความเร็วสูงไปชนน.ส.กาญจนา อินท์กันหา เป็นรายที่ 2 แขนขาหักได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะจอดรถอยู่ข้างถนน 

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังคงขับรถด้วยความคึกคะนองไปชนจักรยานยนต์ 2 คันที่จอดรอไฟแดงอยู่สี่แยกวิทยาลัยเทคนิค ทำให้น.ส.มาลินี กองจันทร์ น.ส.จุรีลักษณ์ วรไวทย์ และน.ส.มลทะลิกา ประวิทย์ ถูกล้อรถยนต์ทับเสียชีวิตคาที่รวม 3 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุอีก 3 คน แต่จำเลยยังคงขับรถยนต์คันดังกล่าวหลบหนีด้วยความเร็วสูงไปทางอำเภอโกสุมพิสัย เมื่อถึงหน้าโรงเรียนบ้านบ่อน้อย ต.ท่าสองคอน อ.เมือง พุ่งชนกับรถปิคอัพ ทำให้นายนิพนธ์ ทินภู่ คนขับรถปิคอัพเสียชีวิตคาที่เป็นศพที่ 4 จากนั้นนายณัฎฐพงษ์ยังขับรถหกล้อ ต่อไปด้วยความเมามัน โดยหลบหนีไปทาง อ.โกสุมพิสัย ด้วยความเร็วสูง พอถึงบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านบ่อน้อย ต.ท่าสองคอน อ.เมืองมหาสารคาม รถของจำเลยได้พุ่งชนรถกระบะของนายนิพนธ์ ทินภู่ ทำให้นายนิพนธ์เสียชีวิตคาที่ ส่วนรถจำเลยก็ได้รับความเสียหายและสิ้นฤทธิ์ จึงถูกพ.ต.อ.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผกก.สภ.อ.เมืองมหาสารคาม นำกำลังเข้าจับกุมตีนผีรายนี้ไว้ได้ หลังจากก่อเหตุซิ่งชนแหลกวันเดียวมีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 5 ราย ต่อมาเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้ ส่งอัยการฟ้องดำเนินคดี 

ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทำให้เสียทรัพย์ และความผิดตามพ.ร.บ. จราจรทางบก ไม่มีเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลยได้ จึงให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว

 

คณะรัฐมนตรีไต้หวัน อนุมัติร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญากำหนดฐานความผิดเมาแล้วขับ เป็นคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม คณะรัฐมนตรีไต้หวันอนุมัติร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา กำหนดความผิดฐานเมาแล้วขับ เป็นคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ อาจมีโทษถึงประหารชีวิต หากเป็นการกระทำที่วินิจฉัยแล้วว่าเจตนา การแก้ไขร่างกฎหมายที่ยังจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภา มีขึ้นหลังมีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับเป็นคดีดังหลายราย จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม ปัจจุบัน โทษสูงสุดจากความผิดเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต คือจำคุก 10 ปี ข้อเสนอใหม่ จะเพิ่มโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปีนับจากถูกพิพากษาครั้งแรก หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต และ 12 ปีหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บร้ายแรง กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน แถลงว่า คดีเมาแล้วขับเป็นเหตุสูญเสียในชีวิต เพิ่มขึ้นมาก ผู้ขับขี่ในอาการมึนเมาก่ออุบัติเหตุทำลายชีวิตและครอบครัวผู้อื่น เป็นความเสียใจที่ไม่อาจเยียวยา เหตุเมาแล้วขับที่เป็นคดีครึกโครมในไต้หวัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ชายวัย 40 ปี ขับรถแวนพุ่งชนแท็กซี่ขณะมึนเมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บอีก 3 คนรวมถึงคนขับ ปัจจุบัน มีไม่กี่ประเทศในโลกที่ใช้โทษประหารในคดีเมาแล้วขับ องค์กรสิทธิมนุษยชนไต้หวัน รวมถึงสมาคมสิทธิมนุษยชนไต้หวัน ออกแถลงการณ์ร่วม วิจารณ์ร่างแก้ไขกฎหมายอาญา โดยยกเหตุผลว่า ไม่มีหลักฐานและงานวิจัยที่ยืนยันว่ากฎหมายและการลงโทษสถานหนักขนาดนี้แล้ว จะช่วยป้องกันเมาแล้วขับได้ ไต้หวันกลับมาใช้โทษประหารชีวิตในปี 2553 หลังระงับไปนาน 5 ปี ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากกลุ่มสิทธิในและต่างประเทศให้ยกเลิก แต่ผลสำรวจหลายครั้งในรอบหลายปี พบว่าชาวไต้หวันส่วนใหญ่ยังต้องการให้คงโทษนี้ไว้ การประหารหลังสุด เป็นนักโทษก่อเหตุฆาตกรรมอดีตภรรยาและลูกสาว เมื่อกันยายนปีที่แล้ว และเป็นการประหารครั้งแรกนับจากประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน รับตำแหน่งในปี 2559 

 

  

ศาลตัดสินคุก 2 ปี คดีเมาแล้วขับชนนักปั่นเสียชีวิต 3 ราย ที่เชียงใหม่

คดีเมาแล้วขับชนนักปั่นเสียชีวิต 3 ราย บนถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ดเมื่อปี 58 ล่าสุดศาลตัดสินว่าแม้จำเลยจะบวชชี-ขอขมาญาติ รวมถึงชดใช้แก่ทายาทผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างจึงจำคุก 4 ปี

ยึดใบขับขี่ รับสารภาพลดเหลือ 2 ปี และจ่ายค่าเสียหายทางแพ่ง 2 ล้าน ด้านชมรมจักรยานและทายาทผู้เสียชีวิตอุทธรณ์ต่อเพราะเห็นว่าลงโทษเบา

 

กลุ่มนักปั่นจักรยานสมัครเล่น 15 ชมรมใน จ.เชียงใหม่ รวมตัวปั่นจักรยานไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย จากเหตุเมาแล้วขับเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2558 (ที่มา: แฟ้มภาพ/สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่)

คดีอุบัติเหตุที่ น.ส.ภัทร์ชุดา อายุ 24 ปี นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ดื่มสุราและขับรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีเทาดำ เฉี่ยวชนนักปั่นจักรยานสมาชิกชมรมจักรยานเสือสันทราย เสียชีวิตบนทางหลวงหมายเลข 118 ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด หมู่ 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 โดยมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือนายพงษ์เทพ คำแก้ว อายุ 41 ปี นายสมาน กันธา อายุ 63 ปี นายชัยรัตน์ ย่องลั่น อายุ 65 ปี และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ล่าสุดที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดำที่ 2952/2558 ที่พนักงานอัยการและทายาทเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส. ภัทร์ชุดา จำเลย ฐานความผิดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส และได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มาตรา 300 และมาตรา 390 และความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 403 อนุ 2 มาตรา 157 มาตรา 1607 โดยในรายงานของไทยรัฐ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานพบว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 67 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายกำหนด และแม้ว่าจำเลยจะเป็นนักศึกษา แต่จำเลยยังขับรถยนต์โดยประมาท ไม่อยู่ในช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้ ในชั้นสืบพยาน แม้ว่าจำเลยจะบวชชีและขอขมาต่อญาติผู้เสียชีวิตและวางเงินบางส่วนให้กับทายาทผู้เสียชีวิต รวมถึงบริษัทประกันภัยรถยนต์ของจำเลยจะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตไปบางส่วนแล้วก็ตาม (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ศาลเห็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของสังคม จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดข้างต้นเป็นเวลา 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือ 2 ปี และให้ยึดใบขับขี่จำเลย ส่วนการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายของโจทก์ บางรายศาลพิพากษาไม่เหมือนกัน เช่นคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลยกคำร้อง แต่ของโจทก์ร่วมที่ 3 ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาทหมื่นบาท) และโจทก์ร่วมที่ 4-5 ศาลพิพากษาให้โจทย์ชดใช้ทางแพ่งเป็นเงิน 435,000 บาท (สี่แสนสามหมื่นห้าพันบาท) ภายหลังคำพิพากษามีรายงานใน rider.in.th ระบุว่า ว่าทนายความของจำเลยดำเนินการเรื่องขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป ขณะที่นายกวิน ชุติมา กรรมการชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าทางชมรมร่วมกับ มูลนิธิเมาไม่ขับ และ สสส. เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยหลังจากมีคำพิพากษาทางชมรมและทายาทผู้เสียชีวิตจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพราะเห็นว่าคำพิพากษาน่าจะมีโทษที่รุนแรงกว่านี้ เพื่อป้องปรามคนที่เมาสุราแล้วขับรถ


ความคืบหน้าคดีดัง



QR Code DDD Line
ddd025750101